โรงเรียนวัดท่าทอง

หมู่ที่ 4 บ้านท่าทอง ตำบลบางกุ้ง อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี84000

Mon - Fri: 9:00 - 17:30

077 282028

โรงเรียนวัดท่าทอง

โรงเรียนวัดท่าทอง

นางรฐา วระกาญจน์
ผู้อำนวยการ
โรงเรียนวัดท่าทอง

Previous
Next

ประวัติ โรงเรียนวัดท่าทอง

โรงเรียนวัดท่าทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1 ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2453 โดยพระใบฎีกานาค  เจ้าอาวาสวัดท่าทอง  ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลบางกุ้ง

อำเภอ  เมือง  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  โดยประชาชนได้ร่วมกันสร้างอาคารแบบศาลาวัด ขนาด 10 X 12 เมตร ในที่ดินของวัด เป็นอาคารเรียนหลังแรกชื่อว่า “โรงเรียนนาคประดิษฐ์”

ต่อมาในปี พ.ศ.2464 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนประชาบาล ตำบลบางกุ้ง ( วัดท่าทอง ) ในปีพ.ศ. 2496 จึงเปลี่ยนเป็นโรงเรียนวัดท่าทอง

ปัจจุบันโรงเรียนวัดท่าทอง มีอาคารเรี่ยน ป.1 ข 2 หลัง  6 ห้องเรียน สปช.104/26  1  หลัง   4  ห้องเรียน   โรงครัว 1 หลัง  อาคารเอนกประสงค์  1 หลัง 

ส้วม 2 หลัง    8 ที่  เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล

ปีที่ 2  ถึงชั้นประถมปีที่ 6 มีครูปฎิบัติการ  10  ครูอัตราจ้าง  5  คน

วิสัยทัศน์ / ปรัชญา

จัดการศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา  ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ พัฒนาความเป็นเลิศด้วยเทคโนโลยี บริหาร

โดยชุมชนมีส่วนร่วมภายใต้ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น

พันธกิจ / เป้าประสงค์

1.จัดการศึกษาให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน  โดยพัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพ

2.จัดกิจกรรมส่งเสริมใ้ห้ผู้เรียนมีระเบียบวินัย มีคุณธรรม  จริยธรรม  อยู่ในสังคมได้อย่างสงบสุขและเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม

    ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง 

3.ส่งเสริมให้ผู้เรียนรักการอ่าน การเรียนและการคิดวิเคราะห์

4.ส่งเสริมจัดกิจกรรมด้านวิชาการสู่ความเป็นเลิศ

5.พัฒนาสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้

6.ส่งเสริมการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใช้ในการจัดการเรียนรู้

7ระดมทรัพยากรในชุมชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา

8.ส่งเสริมป้องกันพัฒนาสุขภาพกายสุขภาพจิตของผู้เรียน

9.สร้างจิตสำนึกให้ผู้เรียนอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมประเพณีและภูมิใจในความเป็นไทย รวมถึงรักและเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

นานาสาระ
เรื่อง คำชมของคุณ ที่มากเกินจริง อาจเป็นผลเสียกับตัวเด็ก

ครูในชั้นเรียนของลูกชายคนเล็กของฉัน มาถามฉันเป็นพิเศษว่า ฉันจะสอนให้เด็กมั่นใจ ในตัวเองได้อย่างไร และความมั่นใจในตัวเองนี้ ไม่ปรากฏให้เห็น ในช่วงเวลา “สมบูรณ์ของเด็ก” แต่จะเกิดขึ้นเมื่อเด็ก “มีปัญหา” ในการเรียนรู้ เมื่อเข้าชั้นเรียนพินอิน และให้เด็กทำแบบทดสอบ เด็กหลายคนกังวลถึงกับร้องไห้ เมื่อพวกเขา “ทำไม่ได้” อย่างไรก็ตามลูกๆ ของฉัน จะปลอบใจตัวเอง เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ พวกเขาจะคิดแบบ “ฉันจะคิดให้หนักขึ้น” ไม่เป็นไร เมื่ออ่านหนังสือทีหลังฉันจะจำมัน

อาจารย์ผู้สอน ผู้อำนวยการ Tsinghua Happiness Studio เคยกล่าวว่า ช่องว่างแรก ระหว่างคนขี้โกงกับเผด็จการ คืออารมณ์ เด็กที่มีผลการเรียนดีเยี่ยม จะต้องมีอารมณ์ที่มั่นคง มีความมั่นใจ และมีจิตตานุภาพที่เหนียวแน่น ในการสำรวจนักศึกษาระดับปริญญาตรีมากกว่า 100  คน ที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยอาจารย์ เมื่ออาจารย์เหล่านี้ตอบคำถาม “ฉันควรทำอย่างไร หากพบปัญหาในการสอบ” คนส่วนใหญ่เลือก ” ฉันทำไม่ได้” และอีกหลายคน ก็น่าจะคิดถึงคำตอบนี้เช่นกัน

นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในตนเองของเด็ก พ่อแม่หลายคนควรตระหนักถึงปัญหานี้ ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อปกป้องความมั่นใจของลูก เพราะกลัวว่าลูกจะมีความภาคมั่นใจในตนเองต่ำ พวกเขาเข้าในผิดมาตั้งแต่เด็ก ว่าพวกเขาเป็นเด็กที่ด้อยประสบการณ์มากที่สุด เนื่องจาก “ความเชื่อมั่น” ไม่ได้ถูกยกย่อง แต่สามารถสร้างขึ้นโดย ให้เด็กรู้จักการ เอาชนะความพ่ายแพ้

1. ความด้อยกว่า แม่คนหนึ่งบอกว่า ตอนลูกของเธอเพิ่งหัดเขียน เธอชมลูกทุกวัน “ตัวอักษรนี้สวยเหมือนพิมพ์จากคอมพิวเตอร์เลย” “นี่คือจังหวะของนักเขียนอักษรที่ดี” ในช่วงเริ่มต้นเด็กมีความสุข และการเขียนมีแรงจูงใจเป็นพิเศษ แต่ก็ค่อยๆ เกิดความผิดพลาดทุกครั้งที่เขียน ฉันรู้สึกอึดอัดใจ และไม่มีประโยชน์ที่จะชื่นชมมัน

อยู่มาวันหนึ่ง เด็กคนนั้นอารมณ์เสีย หลังจากที่แม่ของเขาชม “สายรุ้ง” ที่ลูกของเธอวาดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เด็กกลับตอบว่า “หนูวาดภาพไม่เก่งเลย แม่ไม่เข้าใจ หนูไม่สามารถเป็นนักวาดภาพได้เลย” แลัวลูกของเธอก็ร้องไห้ คุณแม่คนนี้ทราบในภายหลังว่า เมื่อตอนที่ลูกของเธอเริ่มหัดเขียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล เด็กๆ บางคนก็ได้ฝึกคัดลายมือมานาน และแน่นอนว่าพวกเขาเขียนได้ดีมากตรงข้ามกันกับลูกของเธอ ที่เป็นเพียงมือใหม่ และไม่ได้รับการยกย่องจากครู

เด็กๆ ถูกชื่นชมที่บ้านแล้วจู่ๆ ก็ค้นพบว่า ที่แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้เก่งอย่างที่ถูกชมเลย เมื่อมาอยู่ภายในโรงเรียน นี่เป็นเรื่องใหญ่ สำหรับพวกเขา เด็กที่มักจะได้รับคำชมว่า”เก่ง”และ”ฉลาดมาก” มักจะกลัวที่สุดว่าจะกลายเป็น “ไม่เก่ง” หรือ “ไม่ฉลาด” นี่เป็นเรื่องจริงสำหรับเด็กเล็กและเด็กโต และผู้ใหญ่ก็ไม่มีข้อยกเว้น

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา สาวจาก MIT แขวนคอตัวเองในหอพัก จดหมายลาตายของเธอเขียนว่า ที่นี่ฉันไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากคนไทย “หากเราให้ลูกๆ อยู่ใน “โลกแห่งคำชมที่ผิด” โดยคิดว่าพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดในโลก เมื่อพวกเขาตระหนักถึงความโหดร้ายของโลกในที่สุด พวกเขาก็จะตกอยู่ในขุมนรกแห่งความด้อยกว่า

2. ความนับถือตนเองต่ำ ทำให้เกิดผลเสีย เมื่อพ่อแม่หลายคนเห็น “ความคับข้องใจ” และ “เข้าใจความโหดร้ายของโลก” แต่พวกเขาก็ยังชื่นชม ทำให้เด็กรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น ดังนั้น การพูดด้วยตัวเอง และเริ่มให้ความรู้เรื่องความเป็นจริงของชีวิต โดยจงใจพูดในสิ่งที่น่าเกลียดและเป็นที่เสื่อมเสียให้กับเด็กๆ และอธิบายด้วยว่าเพราะอะไร ทำไมถึงเป็นแบบนั้น เพื่อให้พวกเขาสามารถรับมือกับสังคมในอนาคต และทนต่อสิ่งต่างๆ ได้

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า การศึกษาแบบนี้ กำลังผลักดันให้เด็กเข้าสู่หลุมพรางแห่ง “ความนับถือตนเองต่ำ” คุณต้องเข้าใจว่า ถ้าเด็กไม่สนใจความคิดเห็นเชิงลบของคนอื่น และไม่สนใจที่ครู เพื่อนร่วมชั้น เจ้านาย และลูกค้า บอกกับพวกเขาว่า “โง่” นั่นเป็นเพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขา “ไม่โง่ “

อย่างไรก็ตาม ในวัยเด็กการประเมินตนเองของเด็ก เกิดขึ้นจากการประเมินของผู้ปกครอง หากพ่อแม่พูดว่า “ทำไมลูกโง่” เมื่อเด็กทำการประเมินตนเอง เด็กจะกำหนดว่า “ฉันโง่” การประเมินตนเอง ในตอนที่เขาได้ยินคนอื่นพูดว่า “โง่” จะไม่ให้พวกเขา ไม่สนใจได้อีกหรือ และมันจะแทนที่ด้วยความ “เจ็บปวด” และกลายเป็นความโกรธ จากความอับอาย?

ดังนั้น การปลูกฝังความมั่นใจของเด็ก ไม่ได้เกิดจากการชมเชย หรือการเป่าหู แต่เป็นการให้เด็กๆ มีความกล้าที่จะ “เผชิญหน้ากับสถานการณ์จริง” และเชื่อว่า พวกเขาสามารถเปลี่ยนสภาพที่เป็นอยู่ และก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยการทำงานหนัก ด้วยวิธีนี้เด็กๆ จะมีพลังที่จะเอาชนะปัญหา และความพ่ายแพ้ และมีความมั่นใจในตนเองอย่างแท้จริง

คำชม คือเครื่องดื่มหวานๆ กำลังใจ คือยาชูกำลัง มันคือคำที่ฉันได้ยิน ตอนฉันเริ่มเรียนชั้นประถม ที่ประชุมผู้ปกครองของโรงเรียน  พูดประโยคนี้ ฉันคิดว่ามันดีมาก คำชมก็เหมือนเครื่องดื่ม ในบางครั้งการที่เด็กได้ลิ้มรสความหวานก็เป็นเรื่องดี ดื่มทุกวันแล้วร่างกายจะพัง การให้กำลังใจ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็ก ที่จะเติบโตขึ้น ทำให้เด็กมีแรงที่จะก้าวต่อไป เป็นความกล้าหาญ ที่จะเอาชนะความพ่ายแพ้ และทำให้เด็กเชื่อว่า เขาสามารถประสบความสำเร็จได้ กำลังใจคืออะไร? พูดง่ายๆ ก็คือการชื่นชมกระบวนการ และความคาดหวังสำหรับอนาคต โดยไม่ต้องพูดถึงอภิปรัชญา